ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletชื่อสำนักทนายความ
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletสัญญาเช่าซื้อขายฝาก
bulletคดีแรงงาน
bulletฎีกาคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดโทษจำคุก
bulletคดีเช็คและตั๋วเงิน
bulletการสิ้นสุดแห่งการสมรส
bulletฎีกาปี2550
bulletฎีกาวิอาญา
bulletทรัพย์สินสามีภริยา
bulletคำพิพากษาคำสั่งศาล
bulletทรัพย์สินกรรมสิทธิ์
bulletหนี้ร่วมสามีภริยา
bulletพรบ.อาวุธปืน
dot
Newsletter

dot




นิติกรรมขายที่ดินเพื่ออำพรางนิติกรรมให้

นิติกรรมขายที่ดินเพื่ออำพรางนิติกรรมให้
เจ้าของที่ดินมีเจตนายกที่ดินให้แก่หลานแต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย ดังนี้ถือได้ว่าการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินเพื่ออำพรางนิติกรรมให้ ทำให้นิติกรรมการขายที่ดินเป็นการแสดงเจตนาด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี นิติกรรมดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ การที่เจ้าของที่ดินจดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงว่ามีค่าตอบแทนแก่กันหรือไม่เท่านั้น ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนขายดังกล่าวเป็นการทำหนังสือและจดทะเบียนสำหรับการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลม นิติกรรมการให้ที่ดิน จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลบังคับได้

           คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6342/2552

          ท. มีเจตนายกที่ดินให้แก่จำเลยแต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย ถือได้ว่าการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินเป็นการอำพรางนิติกรรมให้ นิติกรรมขายที่ดินย่อมเป็นการแสดงเจตนาด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี ย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนนิติกรรมให้ต้องบังคับบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอำพรางตามมาตรา 155 วรรคสอง การที่ ท. จดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงว่ามีค่าตอบแทนแก่กันหรือไม่เท่านั้น ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนขายดังกล่าวเป็นการทำหนังสือและจดทะเบียนสำหรับการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลมนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่าง ท. และจำเลย จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลบังคับตามมาตรา 155 วรรคสอง
________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวเทียม ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 3002/2540 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2540 ก่อนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 นางสาวเทียมขายที่ดินสี่แปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 3142, 41883, 42578 และ 42579 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยในราคา 59,000,000 บาท และวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ได้ขายที่ดินอีกหนึ่งแปลงคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 2896 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยในราคา 109,000,000 บาท โดยสำคัญผิดเพราะถูกจำเลยใช้อุบายหลอกลวงจนหลงเชื่อว่าที่ดินที่ขายนั้นเป็นทรัพย์มรดกของนายเล็ก มารดาของนางสาวเทียมและนางสาวเทียมในฐานะทายาทของนางเล็กต้องขายให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพราะที่ดินถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) โดยนางสาวเทียมไม่ได้รับเงินค่าที่ดินที่ซื้อขายจากจำเลย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินทั้งห้าแปลงคือกองมรดกของนางสาวเทียม ให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงจากชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงคือกองมรดกของนางสาวเทียม ให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงจากชื่อจำเลยเป็นชื่อนางสาวเทียม มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

          จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นางสาวเทียม โอนที่ดินทั้งห้าแปลงให้จำเลยโดยสมัครใจ มิได้สำคัญผิดหรือถูกจำเลยหลอกลวง และไม่มีความประสงค์ให้จำเลยชำระราคาที่ดิน คดีขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายหรือนับแต่ได้รู้เรื่องการซื้อขายที่ดิน ก่อนฟ้องคดีโจทก์ขออายัดที่ดินตามฟ้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินทำให้จำเลยไม่สามารถนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าได้ ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับให้ชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จและให้เพิกถอนการอายัดที่ดินทั้งห้าแปลง

          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งหมด

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

          โจทก์อุทธรณ์
          ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายเจื่อม ผู้จัดการมรดกของนาวสาวเทียม ถึงแก่ความตาย ร้อยเอกสันทัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นบุตรของนายเลื่อนและนางเล็ก ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน คือ นางสาวเทียม นางสาวผ่อน นายผิว นางสาวผาด นายสุชาติ นางสาวผุสดี และโจทก์ ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนายผิวและนางถวิล เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 นางสาวเทียมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 จ.10 ถึง จ.13 ให้แก่โจทก์และตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมปรากฏตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 2 สิงหาคม 2538 นางสาวเทียมทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ให้แก่จำเลยโดยแยกทำสัญญาซื้อขาย 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.13 และ จ.14 ปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 หรือ ล.12 อีกฉบับหนึ่งขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 ปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.25 หรือ ล.11 ในการชำระค่าธรรมเนียมการขายที่ดินจำนวน 24,000,000 บาท นางสาวผุสดีเป็นผู้ชำระแทนจำเลย ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 นางสาวเทียมถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ขณะนางเล็กถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทเป็นที่ดินหลายแปลง นายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้จัดการมรดกของนางเล็กตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 21348/2531 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2533 ตามสำเนาคำสั่งศาลแพ่งเอกสารหมาย ล.2 ที่ดินมรดกของนางเล็กบางแปลงได้โอนใส่ชื่อนายสุชาติและนางผุสดีในฐานะผู้จัดการมรดกปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 จ.17 และ จ.18 แต่ยังไม่ได้โอนให้ทายาทเนื่องจากที่ดินบางส่วนถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่านางสาวเทียมถูกฉ้อฉลให้ทำนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 แก่จำเลยอันทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2538 ตอนเย็นพยานกับนางสาวเทียมอยู่ที่บ้าน นางสาวเทียมบอกว่าพรุ่งนี้จะไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล โดยจำเลยจะเป็นผู้พาไป ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2538 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยมารับนางสาวเทียมไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ครั้นตอนเย็นนางสาวเทียมได้บอกพยานว่าไม่ได้ไปที่โรงพยาบาลเนื่องจากจำเลยพาไปที่สำนักงานที่ดินขอให้นางสาวเทียมลงลายมือชื่อขายที่ดินของนางเล็กให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยโดยจำเลยบอกว่าทายาทของนางเล็กที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทุกคนรวมทั้งพยานด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องไปพร้อมกันทุกคนนางสาวเทียมได้ถามพยานว่า จำเลยบอกเรื่องการโอนขายที่ดินของนางเล็กหรือยัง พยานตอบว่ายังไม่ทราบเรื่อง ที่ดินของนางเล็กซึ่งจะถูกการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเวนคืนคือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 31213124 และที่ 899 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.18 ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3121 ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางด่วนหลายครั้งและต่อมาได้มีการแบ่งออกเป็นโฉนดเลขที่ 52627 เพื่อแบ่งขายให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศอีกปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.19 ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 3121 ยังมีเหลือจากการแบ่งโฉนดและมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา การขายที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.19 กระทำในนามของกองมรดกของนางเล็ก ซึ่งนางสาวผุสดีในฐานะผู้จัดการมรดกได้แบ่งเงินให้แก่ทายาททุกคน (รวม 6 คน) จำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายได้รับเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2538 คนละ 370,000 บาทเศษ โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค และโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ผู้มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินมรดกของนางเล็กคือนายสุชาติและนางผุสดี ผู้จัดการมรดกเท่านั้น ต่อมามีการฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งมรดกแล้ว มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสำเนาและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ล.3 และสำเนาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ล.4 (โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว) ทายาททุกคนได้ทำการตรวจสอบทรัพย์สินมรดกแล้วก่อนที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ19 ระบุชื่อนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกของนางสาวเล็กถือกรรมสิทธิ์และพยานทราบว่าผู้ที่มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้เป็นของผู้จัดการมรดก นางสาวเทียมไม่ได้พูดกับพยานว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงนางสาวเทียมแต่อย่างใด ต่อมาพยานได้พบกับจำเลย แต่ก็ไม่ได้ถามสาเหตุที่จำเลยพานางสาวเทียมไปสำนักงานที่ดิน นายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนางเล็ก จากคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวบ่งชี้ชัดว่าโจทก์ทราบดีว่าการจัดการมรดกของนางเล็กนั้นนายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้มีอำนาจกระทำการโดยลำพัง ดังนั้นการโอนที่ดินให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกเท่านั้นโดยไม่จำต้องให้ทายาทนางเล็กไปลงลายมือชื่อแต่อย่างใด คำเบิกความของโจทก์ที่ว่านางสาวเทียมบอกพยานว่าจำเลยไม่ได้พาไปโรงพยาบาลแต่พาไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอให้ลงลายมือชื่อขายที่ดินของนางเล็กให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยทายาททุกคนต้องลงลายมือชื่อจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่านางสาวเทียมได้บอกกับโจทก์ดังที่โจทก์เบิกความเพราะหากนางสาวเทียมบอกเล่าแก่โจทก์ดังที่เบิกความแล้วโจทก์ก็น่าจะสะดุดใจและควรสอบถามกับจำเลยหรือสอบถามกับนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกของนางเล็ก แต่จำเลยก็ไม่ได้สอบถามแต่ประการใด นอกจากนี้พยานของโจทก์คือนางอัญชลี ช. (นางสาวอัญชลี ส.) นางราณี นายบุญเชิด และนายสมชาย ซึ่งเป็นพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ระหว่างนางสาวเทียมกับจำเลยตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 หรือ ล.12 และ จ.25 หรือ ล.11 กลับเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในการขอจดทะเบียนทำนิติกรรมขายที่ดินผู้มาขอทำนิติกรรมต้องติดต่อกับประชาสัมพันธ์ของสำนักงานขายที่ดินผู้ซึ่งมีหลายคนก่อนเพื่อทำการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น หลังจากนั้นประชาสัมพันธ์จะจ่ายลำดับที่จะต้องติดต่อกับเจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิเพื่อป้องกันผู้มาติดต่อเลือกบุคคลที่สอบสวนสิทธิซึ่งมีหลายคน เมื่อเจ้าพนักงานที่สอบสวนสิทธิตรวจสอบเอกสารและสอบถามวัตถุประสงค์ของผู้มาติดต่อแล้วบันทึกลงในแบบคำขอบันทึกข้อมูลต่างๆ แล้วส่งให้เจ้าพนักงานพิมพ์ดีดซึ่งมีหลายคนเช่นกัน เพื่อพิมพ์สัญญาโดยเจ้าพนักงานพิมพ์ดีดไม่ต้องไปพบผู้ติดต่อและเมื่อพิมพ์สัญญาตามรายการที่เจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิบันทึกมาเสร็จแล้วก็ส่งกลับมาให้เจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิเพื่อให้ผู้มาติดต่อลงลายมือชื่อในสัญญาแล้วให้ผู้มาติดต่อไปประเมินราคาเพื่อเสียภาษีและเมื่อชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วนต้องนำมาให้เจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิตรวจสอบความถูกต้องของนิติกรรมสัญญาอีกครั้ง หลังจากนั้นส่งไปให้หัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่ายจดทะเบียนเพื่อทำการจดทะเบียนสิทธิและหน้าที่ตามนิติกรรมสัญญาต่อไป ซึ่งในการทำนิติกรรมสัญญาขายที่ดินในคดีนี้นั้น นางอัญชลีลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 นางราณีเป็นผู้พิมพ์และลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขายดังกล่าว ส่วนสัญญาซื้อขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.25 นางราณีเบิกความว่า นางศรีสุดา เป็นผู้พิมพ์โดยสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับมีนายสมชายเป็นเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิและนายบุญเชิดเป็นหัวหน้าฝ่ายจดทะเบียนพยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยรู้จักกับโจทก์และจำเลย ทั้งปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่และตามระเบียบแบบแผน ประกอบกับตามคำของพยานโจทก์ดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดตัวเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิเนื่องจากฝ่ายจำเลยติดต่อเพื่อเลือกเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าเบิกความไปตามจริง โดยเฉพาะนายสมชายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิเบิกความยืนยันว่าเป็นผู้สอบสวนนางสาวเทียมผู้ขายในวันที่ 1 สิงหาคม 2538 และมีการพิมพ์สัญญาในวันดังกล่าวแต่เนื่องจากนำค่าธรรมเนียมมาไม่ครบจึงได้กลับมาในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 สิงหาคม 2538 อีกครั้ง พยานจำนางสาวเทียมได้เนื่องจากวันที่ 2 สิงหาคม 2538 มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยมาตรวจเยี่ยมสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้เข้าไปทักทายพูดคุยกับนางสาวเทียมซึ่งพยานก็อยู่ด้วยในขณะนั้น และต่อมาภายหลังได้มีการมาขอแก้ไขวันที่ทำสัญญาให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงกับวันที่จดทะเบียนนิติกรรมซึ่งเป็นวันที่ชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วน ส่วนกรณีที่พิมพ์ชื่อบิดามารดาของนางสาวเทียมผิดพลาดก็เนื่องจากพยานดูสำเนาทะเบียนบ้านผิดพลาดแล้วบันทึกไปให้เจ้าพนักงานพิมพ์สัญญาพิมพ์จึงพิมพ์มาผิดพลาดด้วย ทั้งยังเบิกความด้วยว่าครั้งแรกนางสาวเทียมลงลายมือชื่อด้วยตนเองแต่เมื่อพยานตรวจสอบดูหลักฐานเดิมที่นางสาวเทียมเคยมาทำนิติกรรมแล้ว นางสาวเทียมลงลายมือชื่อด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือ พยานจึงให้นางสาวเทียมพิมพ์ลายนิ้วมืออีกครั้ง คำของนายสมชายมีเหตุมีผลทั้งมีเหตุให้เชื่อว่าจดจำเรื่องและจำผู้มาทำนิติกรรมคือนางสาวเทียมได้ กล่าวคือมีข้าราชการผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยมาตรวจงานและเข้าไปทักทายนางสาวเทียม การจดทะเบียนนิติกรรมการขายไม่เสร็จในวันเดียวและต่อมามีการขอแก้ไขวันที่จดทะเบียนให้ถูกต้องดังนี้ แสดงให้เห็นว่านางสาวเทียมมิได้ถูกจำเลยฉ้อฉลแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นคำขอของนายสมชายเจือสมกับคำของจำเลยและนางสาวผุสดีพยานของจำเลย ซึ่งเบิกความสอดคล้องต้องกันยืนยันว่านางสาวเทียมมีเจตนายกที่ดินให้จำเลยซึ่งเป็นหลานแต่ไม่ต้องการให้โจทก์ทราบ ไม่มีการฉ้อฉลนางสาวเทียมแต่อย่างใด สำหรับค่าธรรมเนียมในการโอนนางสาวผุสดีเป็นผู้ออกให้ เนื่องจากจำเลยเป็นหลานไม่มีเงินค่าธรรมเนียมแต่ไม่ติดใจที่จะเอาคืน ในวันจดทะเบียนนายสุชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มาสอบถามนางสาวเทียมว่ามาทำอะไร นางสาวเทียมตอบว่ามาโอนที่ดินให้หลาน นางสาวผุสดีเป็นอาของจำเลยและเป็นพี่สาวของโจทก์ ไม่มีสามีและบุตร จากทางนำสืบได้รับทรัพย์มรดกจากบิดามารดาจำนวนมากและมีฐานะดี การออกเงินค่าธรรมเนียมให้หลานเป็นเหตุผลให้รับฟังได้ นอกจากนี้ที่ดินบางแปลงที่นางสาวเทียมจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนั้นหากมีการฉ้อฉลจริงแล้วที่ดินดังกล่าวต้องตกเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งนางสาวผุสดีก็เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกนางสาวเทียมด้วยคนหนึ่ง การที่นางสาวผุสดีมาเบิกความเป็นพยานจำเลยจึงเป็นปฏิปักษ์กับส่วนได้เสียของนางสาวผุสดีคำขอนางสาวผุสดีจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ทำเป็นสัญญาซื้อขายโดยมิได้ชำระราคากันจริง ทั้งที่เป็นการให้จึงเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า ขณะนางสาวฟ้อน ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของนางสาวเทียมยกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.13 และ จ.14 ให้แก่นางสาวเทียมก็ได้ทำเป็นสัญญาซื้อขายกันและพี่น้องของนางสาวเทียมก็เคยปฏิบัติเช่นนั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีกและไม่ถือว่าเป็นพิรุธแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยต้องนำสืบให้ได้ตามสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ทำขึ้นเพราะถูกฉ้อฉลตามมาตรา 159 ทั้งโจทก์ก็มิได้เป็นบุคคลที่มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อนดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีหน้าที่นำสืบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง แต่ประการใด พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีรับฟังได้ว่านางสาวเทียมมิได้ถูกจำเลยฉ้อฉลให้ทำนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ให้แก่จำเลย อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่านิติกรรมการให้ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ไม่มีผลบังคับหรือไม่ ปัญหานี้ ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความดังวินิจฉัยมาแล้วว่านางสาวเทียมมีเจตนายกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยแต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย ดังนี้ถือได้ว่าการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินเพื่ออำพรางนิติกรรมให้ ดังนั้น นิติกรรมการขายที่ดินย่อมเป็นการแสดงเจตนาด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี นิติกรรมดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนนิติกรรมให้ต้องบังคับบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง การที่นางสาวเทียมจดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงว่ามีค่าตอบแทนแก่กันหรือไม่เท่านั้น ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนขายดังกล่าวเป็นการทำหนังสือและจดทะเบียนสำหรับการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลม นิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างนางสาวเทียมจำเลย จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามฎีกาของโจทก์และตามคำแก้ฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป”

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นสมควรเป็นพับ

( กีรติ กาญจนรินทร์ - ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล - ศิริชัย วัฒนโยธิน )

   
มาตรา 155   การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะแต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้
            (วรรคสอง)- ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรม อื่นให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง มาใช้บังคับ

 ________________________________________________
ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความลีนนท์ 085 9604258   www.peesirilaw.com

 




แสดงเจตนาลวงนิติกรรมอำพราง