ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletชื่อสำนักทนายความ
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletสัญญาเช่าซื้อขายฝาก
bulletคดีแรงงาน
bulletฎีกาคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดโทษจำคุก
bulletคดีเช็คและตั๋วเงิน
bulletการสิ้นสุดแห่งการสมรส
bulletฎีกาปี2550
bulletฎีกาวิอาญา
bulletทรัพย์สินสามีภริยา
bulletคำพิพากษาคำสั่งศาล
bulletทรัพย์สินกรรมสิทธิ์
bulletหนี้ร่วมสามีภริยา
bulletพรบ.อาวุธปืน
dot
Newsletter

dot




หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนเป็นหนี้ร่วม

หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนเป็นหนี้ร่วม
หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่ภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส และเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว,การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ ถือได้ว่าเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างสามีและภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) แม้ภายหลังภริยากับสามีได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสกันก็ไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้(ผู้ให้กู้) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่เงินในบัญชีเงินฝากของสามีได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของสามี(เงินสินสมรสที่แบ่งกันแล้ว)เพื่อนำมาชำระหนี้ได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6306/2551

          สัญญากู้ยืมเงินเป็นหนี้ที่จำเลยซึ่งเป็นภริยาผู้ร้องก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส และเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ ถือได้ว่าเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างผู้ร้องและจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) แม้ภายหลังจำเลยกับผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสกันก็ไม่กระทบสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่เงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้อง โจทก์จึงมีสิทธิอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้องเพื่อนำมาชำระหนี้ให้โจทก์ได้
________________________________

          คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินกู้ยืม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี ของผู้ร้องซึ่งเป็นสามีจำเลยจำนวนกึ่งหนึ่ง เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

          ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสกันไปแล้ว ซึ่งเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวตกลงแบ่งให้แก่ผู้ร้องแต่ผู้เดียว จึงมิใช่ทรัพย์สินของจำเลย นอกจากนี้หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิอายัด ขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่อายัดคืนแก่ผู้ร้อง

          โจทก์ให้การว่า เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นสินสมรสของจำเลยกับผู้ร้อง หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องกับจำเลย การจดทะเบียนหย่าและการแบ่งสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ขอให้ยกคำร้องขอ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
         ผู้ร้องอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝาก ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเลขที่ 324-3-05309-2 ของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่าเดิมผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2525 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนางสาววราภรณ์และเด็กชายพรเทพ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท และเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 130,000 บาท ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จำเลยไม่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์จึงถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ผู้ร้องกับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย ร.1 ต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ผู้ร้องกับจำเลยทำบันทึกแบ่งแยกสินสมรสที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ตามสำเนาภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ร.2 หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องให้โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเลขที่ 324-3-05309-2 ของผู้ร้องกึ่งหนึ่งเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เงินฝากในบัญชีดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้ร้องกับจำเลยได้มาระหว่างสมรส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิอายัดเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวมาชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อปี 2542 และปี 2543 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์รวมเป็นเงิน 330,000 บาท โดยอ้างว่านำไปเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เช่น ค่าเล่าเรียนบุตรและค่าเครื่องอุปโภคในครัวเรือน ส่วนผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องไม่เคยทราบเรื่องที่จำเลยกู้เงินโจทก์และไม่ทราบว่าจำเลยนำเงินที่กู้ไปใช้จ่ายเป็นค่าอะไร จำเลยมีนิสัยชอบเล่นการพนัน เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าว ผู้ร้องกับจำเลยได้ทำบันทึกตกลงแบ่งแยกสินสมรสให้เป็นของผู้ร้อง เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและค่าเครื่องอุปโภคในครัวเรือน และจำเลยบอกว่าผู้ร้องไม่เคยออกค่าใช้จ่ายในครอบครัว นางสาววราภรณ์ บุตรผู้ร้องกับจำเลยเบิกความเป็นพยานผู้ร้องโดยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว ผู้ร้องเบิกความปฏิเสธแต่เพียงว่าไม่เคยทราบเรื่องที่จำเลยกู้เงินโจทก์และไม่ทราบว่าจำเลยนำเงินกู้ไปใช้ทำอะไร ส่วนที่นางสาววราภรณ์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ค่าเล่นการพนันหวยใต้ดิน จึงทำสัญญากู้ให้โจทก์ แต่นางสาววราภรณ์เบิกความตอบทนายโจทก์ในภายหลังว่าเหตุที่พยานเบิกความดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากพยานเคยไปที่สำนักงานจำเลยเห็นจำเลยเล่นหวยใต้ดินกับโจทก์ และพยานไม่ได้รู้เห็นขณะที่จำเลยทำสัญญากู้กับโจทก์ เช่นนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เพราะเป็นหนี้การพนันอันเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าผู้ร้องจึงรับฟังได้ว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยซึ่งเป็นภริยาผู้ร้องก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส และเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวการอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ ถือได้ว่าเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างผู้ร้องและจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) แม้ภายหลังจำเลยกับผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสกันก็ไม่กระทบสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีสิทธิอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้องเพื่อนำมาชำระหนี้ให้โจทก์ได้คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย”

          พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

( พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร - สถิตย์ ทาวุฒิ - อิศเรศ ชัยรัตน์ )

มาตรา 1490 หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามี หรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้
(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือน และจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบ ครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและ การศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ
(2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
(3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน
(4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ได้ให้สัตยาบัน
____________________________________
ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความลีนนท์ 085 9604258  www.lawyerleenont.com

       

 

 

 

กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแต่ยึดโฉนดที่ดินเป็นประกัน
จำเลยอ้างว่าโจทก์กู้ยืมเงิน 5 ล้านบาทโดยมอกโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันแต่การกู้ยืมตามอ้างไม่ได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืน เพราะการกู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องโจทก์ให้ชำระหนี้จึงไม่ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืม ศาลวินิจฉัยว่า หมายความรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย เมื่อการกู้ยืมเงินไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ จำเลยไม่อาจอ้างเหตุที่จะยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้เป็นประกันได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3874/2549 (อ่านต่อคลิ๊กที่นี่)

 




หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน

มิได้นำเงินที่ได้จากการกู้ยืมไปใช้จ่ายในครอบครัว
หนี้ที่ภริยาได้ก่อขึ้นในระหว่างสมรส
หนี้ร่วมสามีภริยาเนื่องจากการงานทำด้วยกัน