ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletชื่อสำนักทนายความ
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletสัญญาเช่าซื้อขายฝาก
bulletคดีแรงงาน
bulletฎีกาคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดโทษจำคุก
bulletคดีเช็คและตั๋วเงิน
bulletการสิ้นสุดแห่งการสมรส
bulletฎีกาปี2550
bulletฎีกาวิอาญา
bulletทรัพย์สินสามีภริยา
bulletคำพิพากษาคำสั่งศาล
bulletทรัพย์สินกรรมสิทธิ์
bulletหนี้ร่วมสามีภริยา
bulletพรบ.อาวุธปืน
dot
Newsletter

dot




มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ปรึกษาทนาย0859604258


 

ใน คดีอาญา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานก็ได้ เว้นแต่ในคดีที่มีโทษขั้นต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ศาลต้องสืบพยานเพื่อรับฟังพยานโจทก์จนแน่ใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริงไม่ใช่ รับเป็นผู้กระทำความผิดแทนผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นไม่ต้องรับโทษ ในคดีนี้ พนักงานอัยการโจทก์ ส่งเอกสารจำนวน 11 ฉบับต่อศาลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยโดยไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความยืน ยันข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า เอกสาร 11 ฉบับดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่าไม่พอฟังให้เชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดจริง แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาคดีของศาล ระบุว่า โจทก์ยังติดใจสืบพยานอีก 2 ปาก แต่ศาลสั่งงดสืนพยาน จึงไม่ใช่ความผิดของพนักงานอัยการโจทก์ ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4824/2553

 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด      โจทก์

          ความใน ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่พิจารณาคดีนี้แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า ในคดีที่มีอัตราโทษสูงนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ แต่จะต้องฟังพยานโจทก์ให้เป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงเสียก่อน โจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบยืนยันว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องและจำเลยเป็น ผู้กระทำความผิดนั้นจริง มิใช่เป็นเพียงการรับสมอ้างว่าเป็นผู้กระทำความผิดนั้นแทนบุคคลอื่นการนำ พยานบุคคลซึ่งรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยหรือพยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยว ข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยเปิดเผย ต่อหน้าจำเลยจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอันจะแสดงให้ศาลเห็นว่าจำเลยมิได้ ให้การรับสารภาพโดยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือเสแสร้งเพื่อให้ผู้กระทำความ ผิดอื่นพ้นผิด คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างส่งเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ต่อศาล แต่พยานเอกสารดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์ไม่มีพยานบุคคลใดมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังที่ปรากฏในเอกสาร ดังกล่าวเลย ลำพังเพียงพยานเอกสารดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสอง ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง แต่ได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ยังติดใจสืบพยานอีก 2 ปากแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้ง 2 ปาก ดังกล่าว โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองยอมรับแล้วว่าพยานโจทก์ทั้ง 2 ปาก เป็นผู้จับกุม มีข้อความตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 แล้ว การที่ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบต่อไปจนสิ้นกระแสความ จึงมิใช่เป็นความผิดของโจทก์ เมื่อพยานโจทก์ปากผู้จับกุมเป็นพยานที่สำคัญและจำเป็นเพื่อพิสูจน์ความผิด ของจำเลยทั้งสอง การที่ศาลชั้นต้นด่วนงดสืบพยานโจทก์ไปจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225
________________________________
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง

          จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคสามประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุก กรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทงเป็นจำคุกกระทงละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 500,000 บาท รวมสองกระทงจำคุกคนละ 50 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยกักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลาง

          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยทั้งสองฎีกา

        ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าลำพังเพียงเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ที่โจทก์อ้างส่งศาลโดยไม่มีพยานบุคคลเบิกความประกอบเอกสารดังกล่าวเพียงพอ ให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงตามฟ้องดังที่จำเลยทั้งสองให้ การรับสารภาพต่อศาลแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่พิจารณาคดียาเสพติดให้โทษคดีนี้บัญญัติว่า “ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่ หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง” ซึ่งตามความในมาตรานี้แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า ในคดีที่มีอัตราโทษสูงนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ แต่จะต้องฟังพยานโจทก์ให้เป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงเสียก่อน โจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบยืนยันว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องและจำเลยเป็น ผู้กระทำความผิดนั้นจริงมิใช่เป็นเพียงการรับสมอ้างว่าเป็นผู้กระทำความผิด นั้นแทนบุคคลอื่น การนำพยานบุคคลซึ่งรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยหรือพยานบุคคลที่รู้เห็น เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวโดย เปิดเผยต่อหน้าจำเลยจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น อันจะแสดงให้ศาลเห็นว่าจำเลยมิได้ให้การรับสารภาพโดยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือเสแสร้งรับสารภาพเพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงพ้นผิด คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างส่งเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ต่อศาล แต่พยานเอกสารดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์ไม่มีพยานบุคคลใดมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังที่ปรากฏในเอกสาร ดังกล่าวเลย ลำพังเพียงพยานเอกสารดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสอง ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง อย่างไรก็ตามคดีนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 ว่า โจทก์ยังติดใจจะสืบร้อยตำรวจเอกวิชนันท์และสิบตำรวจโทเกรียงศักดิ์ในฐานะผู้ จับกุมเป็นพยานโจทก์อีก 2 ปาก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้ง 2 ปากดังกล่าว โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองยอมรับแล้วว่าพยานโจทก์ทั้ง 2 ปาก เป็นผู้จับกุม มีข้อความตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 แล้ว มิใช่โจทก์ไม่ประสงค์จะสืบพยานหลักฐานอื่นอีกต่อไปการที่ไม่มีพยานหลักฐานมา สืบต่อไปจนสิ้นกระแสความจึงมิใช่เป็นความผิดของโจทก์เมื่อพยานโจทก์ปากผู้ จับกุมเป็นพยานที่สำคัญและจำเป็นเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสอง การที่ศาลชั้นต้นด่วนงดสืบพยานโจทก์จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสอง อีกต่อไป
          พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
( พิทยา บุญชู - สิทธิชัย พรหมศร - ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช ) 
ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายเอกสิทธิ์ จารุวัฒน์จีรังกร
ศาลอุทธรณ์ - นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
มาตรา 176 ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มี ข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตรา โทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง
   (วรรคสอง)ในคดีที่มีจำเลยหลายคน และจำเลยบางคนรับสารภาพ เมื่อศาล เห็นสมควรจะสั่งจำหน่ายคดี สำหรับจำเลยที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ ฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธนั้นเป็นคดีใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้
**ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความลีนนท์  085 960 4258   www.lawyerleenont.com  ***

 

 

 

ถือว่าผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยอุทธรณ์ไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ไม่ชอบ
อุทธรณ์ของโจทก์เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ค้ำประกันต้องถือว่าผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยอุทธรณ์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ โดยไม่สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่ผู้ค้ำประกัน จึงไม่ชอบด้วยป.วิแพ่ง มาตรา 235 ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปโดยไม่สั่งให้ศาลชั้นต้นแก้ไขให้ถูกต้อง ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามป.วิแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสีย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลย พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้ผู้ค้ำประกัน แล้วส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7234/2552

 

 

 

 

ข้อยกเว้นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้(ฎีกาที่ 4912/2554)
รถไถเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์เป็นลูกจ้างของห้างฯ และหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯเป็นผู้ดำเนินการให้โจทก์และจำเลยมาทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์มิใช่เจ้าของรถไถ แต่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเข้าทำสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันโดยความยินยอมของห้างฯ จึงไม่ฝ่าฝืนอำนาจของเจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้อ แม้โจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้ก็ตาม แต่กรณีนี้เจ้าของทรัพย์สินให้ความยินยอม ทำให้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่เป็นโมฆะผูกพันคู่สัญญาได้
http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538794755&Ntype=23

 

 

เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเมา โทษของเมาแล้วขับหนักเบาอย่างไร?
ประเทศไทยได้กำหนดมาตรการในการตรวจจับผู้ขับขี่ที่เมาสุรา โดยถือเอาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ขับขี่ที่เมาสุรา  “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น...ผู้ใดฝ่าฝืน... ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท... ถ้าเป็นเหตุให้ผู้ได้รับอันตรายแก่กาย...โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี ถ้าผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี
http://www.peesirilaw.com/พรบ-จราจรทางบก-และ-พรบ-รถยนต์/โทษเมาแล้วขับรุนแรงกว่าที่คุณคิด.html

 

 


ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
พูดกับผู้ตายว่า “มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร กูเป็นตำรวจ กูจะเอาปืนมายิงมึง” แม้จะไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้ตายด้วย แต่การพูดเป็นการข่มขู่ให้ผู้ตายเกิดความกลัวไม่กล้าต่อสู้และเป็นการปลุกเร้าให้จำเลยฮึกเหิมทำร้ายร่างกายผู้ตายต่อไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำคุก 2 ปี 8 เดือน
http://www.peesirilaw.com/โทษทางอาญา/ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด.html

 

ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ 0859604258  *  www.peesirilaw.com  *


                




คำพิพากษาฎีกาวิอาญา

ตรายางศาลประทับข้อความว่า ให้มาทราบคำสั่งทุก 7 วัน
ความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
ข้อเท็จจริงแตกต่างกับในฟ้อง
อำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ได้รับประโยชน์ล้างมลทิน
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอม
โจทก์อ้างกฎหมายผิด
แก้ไขเล็กน้อยและจำคุกไม่เกินห้าปี
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง article
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง article
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด article
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลให้ยกฟ้อง | ปรึกษากฎหมาย 084 130 2058 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3843/2553
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง | ปรึกษากฎหมาย 084 130 2058 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2553
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า | ปรึกษากฎหมาย 084 130 2058
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์ | ปรึกษากฎหมาย 084 130 2058