ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletชื่อสำนักทนายความ
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletสัญญาเช่าซื้อขายฝาก
bulletคดีแรงงาน
bulletฎีกาคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดโทษจำคุก
bulletคดีเช็คและตั๋วเงิน
bulletการสิ้นสุดแห่งการสมรส
bulletฎีกาปี2550
bulletฎีกาวิอาญา
bulletทรัพย์สินสามีภริยา
bulletคำพิพากษาคำสั่งศาล
bulletทรัพย์สินกรรมสิทธิ์
bulletหนี้ร่วมสามีภริยา
bulletพรบ.อาวุธปืน
dot
Newsletter

dot




ค่าขาดไร้อุปการะไม่ระงับเพราะความตาย

ค่าขาดไร้อุปการะไม่ระงับเพราะความตาย

ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 เป็นค่าสินไหมทดแทนที่เป็นตัวเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องชำระทันทีที่เกิดการละเมิด สำหรับคดีนี้ โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับนับแต่วันที่ภริยาของโจทก์ถึงแก่ความตาย การที่โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในเวลาต่อมานั้น หาทำให้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกเป็นค่าขาดไร้อุปการะมาระงับไปไม่


       คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7224/2539

          การที่จำเลยที่1 และที่ 3  ฉีดยาฆ่าแมลงในนาข้าวเพียง 1 สัปดาห์ซึ่งขณะนั้นยาดังกล่าวยังไม่ทันสลายตัวหมดก็ว่าจ้างให้ผู้ตายเข้าไปเกี่ยวข้าวเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจึงเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้ตาย ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่1 เป็นค่าสินไหมทดแทนที่เป็นตัวเงินจำเลยที่1 และที่3 จะต้องชำระทันทีที่เกิดการละเมิดโจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับนับแต่วันนั้น การที่โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหาทำให้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกเป็นค่าขาดไร้อุปการะมาระงับไปไม่
________________________________

          โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีของนางทองคำ โดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ที่ 2 อายุ 3 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภรรยากัน จำเลยที่ 3เป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยทั้งสามมีอาชีพทำนาข้าวเมื่อวันที่ 4 หรือ 5 ธันวาคม 2532 ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวในนาของจำเลยทั้งสามมีแมลงเพลี้ยกระโดดเข้าทำลายต้นข้าวในนาเสียหายจำเลยทั้งสามจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยได้ร่วมกันใช้ยาฝุ่นสารพิษยาฆ่าแมลงชนิดร้ายแรงอันเป็นอันตรายต่อมนุษย์ฉีดลงในนาข้าวของจำเลยทั้งสาม ต่อมาวันที่ 12 และ 13 ธันวาคม 2532 อันเป็นระยะที่สารพิษดังกล่าวยังมีอำนาจร้ายแรงไม่สลายตัว จำเลยทั้งสามจ้างนางทองคำภรรยาของโจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยบุคคลอื่นอีกหลายคนเข้าเก็บเกี่ยวข้าวในนาของจำเลยทั้งสาม โดยปกปิดไม่แจ้งให้ทราบถึงการฉีดยาฆ่าแมลงไว้ นางทองคำและบุคคลอื่นได้สูดสารพิษยาฆ่าแมลงดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายทางลมหายใน มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ เพราะพิษยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะนางทองคำทนต่อสารพิษยาฆ่าแมลงไม่ได้ ได้ล้มป่วยสลบไม่ได้สติ น้ำลายฟูมปากกล้ามเนื้อเกร็งและกระตุกประสาทถูกทำลายไม่ฟื้น ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2533 รวมระยะเวลาที่เจ็บป่วย 3 เดือน 11 วัน การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นละเมิด ทำให้นางทองคำถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งสองคือ ค่าปลงศพ 20,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาล 45,000 บาท โรงพยาบาลสระบุรี 7,920 บาท รวมเป็นค่ารักษาพยาบาล 52,920 บาท ค่าคนเฝ้าไข้ 9,500 บาท ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ทำมาหาได้จากการประกอบอาชีพของผู้ตายวันละ 50 บาท เป็นเวลา 3 เดือน 15 วัน เป็นเงิน 5,050 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 47,470 บาท และขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ เป็นเงิน 40,000 บาท รวมค่าเสียหายและขาดไร้อุปการะที่จำเลยทั้งสามต้องชำระให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 167,470 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 167,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์

          จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ที่ 1 จะเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางทองคำและเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2หรือไม่ จำเลยทั้งสามไม่ทราบและไม่รับรองจำเลยทั้งสามมีอาชีพทำนาจริง นางทองคำไม่ได้ถึงแก่ความตายเพราะเกี่ยวข้าวในนาของจำเลยทั้งสาม นางทองคำมีอาชีพรับจ้างเกี่ยวข้าวทั่วไป จำเลยทั้งสามไม่เคยพ่นยาฆ่าแมลงอันเป็นอันตรายถึงชีวิตเพราะเป็นฤดูเก็บเกี่ยว นางทองคำถึงแก่ความตายหลังจากมาเกี่ยวข้าวที่นาของจำเลยทั้งสามหลายเดือน ค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายตามฟ้องไม่เป็นความจริง จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดเพราะไม่ได้ทำละเมิดต่อนางทองคำ ขอให้ยกฟ้อง

          ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายชั้น บิดาของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 และเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 167,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

          จำเลย ที่ 1 และ ที่ 3 อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษายืน

          จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันฉีดยาฆ่าแมลงในนาเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งมารับจ้างเกี่ยวข้าวถึงแก่ความตายหรือไม่ โจทก์มีนายทองคำ  และนางอุไร มาเบิกความเป็นประจักษ์พยานได้ความต้องกันว่า ก่อนผู้ตายเข้าไปเกี่ยวข้าวในนาของจำเลยที่ 1 ประมาณ 1 สัปดาห์ เห็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ฉีดพ่นยาฆ่าเพลี้ยกระโดดในนาซึ่งเป็นยาแบบฝุ่นเห็นว่า ขณะนั้นนายทองคำกำลังวิดปลาอยู่ในนาที่อยู่ติดกับนาของจำเลยที่ 1 ส่วนนางอุไรกำลังเลี้ยงเป็ดอยู่ในคลองชลประทานห่างจากนาของจำเลยที่ 1 เพียง 1 เส้น และเป็นเวลากลางวันพยานทั้งสองรู้จักจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ดี โดยเฉพาะนางอุไรไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสาม ส่วนนายทองคำแม้จะเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ที่ไปฆ่านายประยูรน้องชายจำเลยที่ 2 แต่ก็เป็นเวลานานมาแล้ว และหลังจากนายทองคำพ้นโทษจำคุกมาต่างก็พูดจากันดีไม่น่าที่จะเบิกความให้ร้ายจำเลยที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางละมาย  นายสัมฤทธิ์  นายบุญสม  ผู้รับจ้างเกี่ยวข้าวพร้อมกับผู้ตายและนายบรรเจิด สุขวิบูลย์ ที่ทำนาติดกับนาของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานด้วยว่า ระหว่างที่เกี่ยวข้าวในนาของจำเลยที่ 1 นั้นที่ต้นข้าวมีฝุ่นยาฆ่าแมลงติดอยู่ ผู้ที่เกี่ยวข้าวแต่ละคนมีอาการปวดศีรษะคลื่นไส้โดยเฉพาะผู้ตายอาการหนักกว่าคนอื่น และยังได้ความจากคำเบิกความของนายสุทัศน์  พยานโจทก์ซึ่งเป็นเกษตรอำเภอว่า ในท้องที่อำเภอสามโก้มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด ทางราชการได้จ่ายยา "มิพซิน" ให้แก่ราษฎรไปเพื่อใช้ฉีดพ่นในฤดูการทำนาในปีนั้นด้วย ดังนี้คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวมาย่อมเชื่อได้ว่าเป็นความจริง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบว่าไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงในนาข้าวนั้นไม่มีน้ำหนัก และเหตุผลให้รับฟังเป็นความจริงได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ร่วมกันฉีดยา "มิพซิน" ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงในนาก่อนจ้างผู้ตายเข้าไปเกี่ยวข้าวประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อปรากฏจากคำเบิกความของนายสุทัศน์ว่า ยาดังกล่าวจะสลายตัวภายหลังฉีด14 วัน หากไม่มีฝนตกจะสลายตัวภายใน 1 เดือน และจากคำเบิกความของนายแพทย์แระสิทธิ์ วงษ์จารุพงษ์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาว่าผู้ตายป่วยเนื่องจากถูกพิษยาฆ่าแมลงโดยเฉียบพลัน เช่นนี้ผู้ตายจึงตายเพราะถูกพิษยาฆ่าแมลง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฉีดยาฆ่าแมลงในนาข้าวได้เพียง 1 สัปดาห์ ซึ่งขณะยาดังกล่าวยังไม่ทันสลายตัวหมดก็ว่าจ้างให้ผู้ตายเข้าไปเกี่ยวข้าว เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตาย ต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง

          ปัญหาต่อไปมีว่า ค่ารักษาพยาบาลผู้ตายที่โรงพยาบาลหมดประเจิดจำนวน 45,000 บาท เป็นความจริงหรือไม่และค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 ระงับไปเพราะโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่าผู้ตายได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว และโจทก์ได้เสียค่ารักษาพยาบาลไปตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.5 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่าโจทก์ได้เสียค่ารักษาพยาบาลจำนวนนี้จริง แม้จะเป็นโรงพยาบาลเอกชนและมักจะคิดค่ารักษาพยาบาลในอัตราสูง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ สำหรับค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 เป็นค่าสินไหมทดแทนที่เป็นตัวเงินจำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องชำระทันทีที่เกิดการละเมิด โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับนับแต่วันนั้น การที่โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น หาทำให้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกเป็นค่าขาดไร้อุปการะมาระงับไปไม่

          พิพากษายืน

( บุญธรรม อยู่พุก - ณรงค์ ตันติเตมิท - ปรีชา บูรณะไทย )

ป.พ.พ. มาตรา 206, 420, 443 วรรคสาม
 
________________________________________
ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความลีนนท์ 085 9604258   www.peesirilaw.com
       




ค่าขาดไร้อุปการะ