ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletชื่อสำนักทนายความ
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletสัญญาเช่าซื้อขายฝาก
bulletคดีแรงงาน
bulletฎีกาคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดโทษจำคุก
bulletคดีเช็คและตั๋วเงิน
bulletการสิ้นสุดแห่งการสมรส
bulletฎีกาปี2550
bulletฎีกาวิอาญา
bulletทรัพย์สินสามีภริยา
bulletคำพิพากษาคำสั่งศาล
bulletทรัพย์สินกรรมสิทธิ์
bulletหนี้ร่วมสามีภริยา
bulletพรบ.อาวุธปืน
dot
Newsletter

dot




อ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้

อ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนแล้วจำเลยยิงผู้ตายเสียชีวิตอ้างเหตุว่าเป็นการป้องกันตัวไม่ได้
หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเกิดเหตุชกต่อยกันในตอนเช้าจำเลยที่ 1 ตามหาผู้ตาย พบผู้ตายในตอนเย็น จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตาย ย่อมเล็งเห็นผลแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทขึ้นอย่างแน่นอนจำเลยที่ 1 ไม่ควรเดินเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกัน จึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  864/2554

 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี      โจทก์

          โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะตามฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา และความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
________________________________

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง

          จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสมศักดิ์ ยิบพิกุล บิดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น

          ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

          โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 1 เดือน 10 วัน ไม่รอการลงโทษ  จำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน 10 วัน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยที่ 1 ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเพื่อนสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 และเบิกความไปโดยมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โดยพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเกิดเหตุชกต่อยกันในตอนเช้าแล้วจำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงออกติดตามหาผู้ตาย จนกระทั่งมาพบผู้ตายในตอนเย็น จำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปหาผู้ตาย ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในตอนเช้า การเดินเข้าไปหาผู้ตายในลักษณะดังกล่าวนั้นย่อมเล็งเห็นผลแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นอย่างแน่นอนดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ควรเดินเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 ส่วนเหตุการณ์ในตอนเช้าก็ยุติไปแล้วไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องเดินเข้าไปหาผู้ตายอีก การที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตายอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกัน จึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาและความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

( สมศักดิ์ อเนกพุฒิ - ศิริชัย วัฒนโยธิน - อภิรัตน์ ลัดพลี )

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นางชุติมา รางชางกูร
ศาลอุทธรณ์ - นายจักรกฤช เจริญเลิศ

             

 

 

    ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน
โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าได้ออกมาโดยถูกต้อง เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันย่อมสันนิษฐานได้ว่าจำเลยกับพี่น้องมีส่วนเป็นเจ้าของเท่ากัน การที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับส่วนแบ่งมากกว่าพี่น้องคนอื่น จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/ผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน.html

 

 

คำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์
คำฟ้องโจทก์ไม่มีข้อความว่าผู้ใดเป็นผู้เรียงพิมพ์ และไม่มีลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว และได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ตามสำนวนปรากฏว่าทนายความโจทก์ได้ลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องและได้ลงชื่อเป็นผู้เรียงพิมพ์ในคำแก้
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/กระบวนพิจารณาของศาล.html

 

 

การเพิ่มจำนวนผู้เป็นโจทก์เข้ามาในคำฟ้องเดิม
คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเป็นการเพิ่มเติมชื่อโจทก์ที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตามป.วิธี.แพ่ง มาตรา 67 เข้ามาในภายหลัง จึงเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เป็นโจทก์เข้ามาในคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นเรื่องขอแก้ไขคำฟ้องตามนัยบทกฎหมายดังกล่าว คำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลแต่อย่างใด
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง-คู่ความ.html

 

 

การส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องข้ามเขต
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องหากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งฟ้องเป็นการสั่งให้โจทก์เป็นผู้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องแต่คดีนี้ เป็นการส่งหมายข้ามเขต ศาลแขวงนครปฐมดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองแทน เมื่อส่งให้ไม่ได้ ศาลชั้นต้นได้สั่งว่า รอโจทก์แถลง
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/การส่งหมายข้ามเขต.html

 

 

ผลของการไม่ยื่นเช็คให้ธนาคารเรียกเก็บเงินภายในกำหนดเวลา
การที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คให้ธนาคารเรียกเก็บเงินหรือใช้เงินภายในกำหนดเวลา 1 เดือน หรือ 3 เดือน นับแต่วันออกเช็คคงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง และเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น ความเสียหายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทในกำหนดนั้นเป็นหน้าที่ผู้สั่ง
http://www.lawyerleenont.com/รับผิดตามตั๋วเงินและเช็ค/ผลของการไม่ยื่นเช็คให้ธนาคารเรียกเก็บเงินภายในกำหนดเวลา.html

 

 

แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน
ประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วันนั้น กำหนดเวลา 8 วันนับแต่วันปิดประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเริ่มนับแต่วันที่มีการปิดประกาศโดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลา 15 วัน ไปเสียก่อน และมิได้บัญญัติบังคับไว้เด็ดขาดว่าถ้าผู้ร้องไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษ
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/แสดงอำนาจพิเศษต่อศาล.html

 

 


ยกคำร้องขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถา
เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ชอบที่จะสั่งยกคำร้องขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถานั้นเสียโดยไม่ต้องไต่สวนคำร้อง แต่ศาลชั้นต้นต้องกำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดก่อนแล้วจึงจะสั่งในฎีกาของจำเลยว่ารับหรือไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นยังไม่ควรก้าวล่วง
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/ยกคำร้องขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถา.html

 

 


คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
คำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องค่าขึ้นศาล จำเลยผู้อุทธรณ์ยังมีสิทธิโต้แย้งคำสั่งโดยการอุทธรณ์ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอยด้วยกฎหมายได้ และเมื่อยังไม่มีข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเป็นที่สุดในเรื่องค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นก็ยังไม่อาจจะมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย.html

 


คำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้แล้ว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งเองได้ ต้องส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งแตกต่างกับกรณีที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์หลังจากที่ศาลอุทธรณ์
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/คำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ.html

 


หน้าที่ของผู้อุทธรณ์ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์
นอกจากผู้อุทธรณ์จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลแล้ว ผู้อุทธรณ์ยังต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลอีกด้วย ทั้งยังเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้ปฏิบัติก่อน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยนำเพียงค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาล
http://www.lawyerleenont.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/หน้าที่ของผู้อุทธรณ์-ศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์.html


 

ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ 0859604258  *  www.peesirilaw.com  *

http://www.peesirilaw.com/เกี่ยวกับกฎหมาย/สำนักงานทนายความ-รับปรึกษากฎหมาย-0859604258.html

 




คำพิพากษาคดีอาญา

นำหนังสือมอบอำนาจเปล่าลงลายมือชื่อไปกรอกข้อความโอนขายที่ดิน
โกรธไม่ยอมคืนดีด้วยใส่ยาเบื่อหนูในโอ่งน้ำไม่ตายเป็นพยายามฆ่า
สำนักงานปฏิรูปฯเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01
การสมรสตามหลักกฎหมายอิสลาม
นำอาวุธติดตัว, ระหว่างเดินทางย่อมคิดทบทวน, เป็นพยายามฆ่า
เช็คประกันหนี้ผู้ออกเช็คไม่ติดคุก
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กหญิงไปเสียจากผู้ดูแลเพื่ออนาจาร
คดีรอการกำหนดโทษจำเลยมิใช่ผู้ต้องโทษตาม-พรบ.ล้างมลทิน
ให้การรับสารภาพรอการลงโทษจำคุก
ลักทรัพย์ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรมโทษหนักขึ้น
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา article
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา article
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล article
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
ความผิดนอกราชอาณาจักร | ปรึกษากฎหมาย 084 130 2058
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา | ปรึกษากฎหมาย 084 130 2058
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า | ปรึกษากฎหมาย 084 130 2058
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง | ปรึกษา 084 130 2058
เบิกความอันเป็นเท็จ
ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยเพิ่มเติมได้
ลักบัตรเครดิตและใช้เอกสารปลอมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
เป็นการใช้อำนาจของครูต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์