ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletชื่อสำนักทนายความ
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletสัญญาเช่าซื้อขายฝาก
bulletคดีแรงงาน
bulletฎีกาคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดโทษจำคุก
bulletคดีเช็คและตั๋วเงิน
bulletการสิ้นสุดแห่งการสมรส
bulletฎีกาปี2550
bulletฎีกาวิอาญา
bulletทรัพย์สินสามีภริยา
bulletคำพิพากษาคำสั่งศาล
bulletทรัพย์สินกรรมสิทธิ์
bulletหนี้ร่วมสามีภริยา
bulletพรบ.อาวุธปืน
dot
Newsletter

dot




ความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์รถ

ความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์รถจะฟ้องให้จ่ายราคารถยนต์ไม่ได้ 
 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขายรถยนต์และรับประกันว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากความชำรุดบกพร่อง หลังจากได้รับมอบรถยนต์ประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะขับรถยนต์ปรากฏว่ามีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่างจึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยไม่ทำการซ่อมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ  ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 438,000 บาท หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์คันพิพาทซึ่งมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยทั้งสองรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น ศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระเงินหรือส่งมอบรถยนต์คันใหม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  464/2545

          ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาท หรือให้จำเลยนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยได้รับประกันไว้โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้
________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ให้แก่โจทก์ในราคา 438,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นหมายเลข ก 3884 ชัยนาท จำเลยทั้งสองรับประกันว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะเวลาใดจะถึงก่อน หลังจากโจทก์ได้รับมอบรถยนต์ดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1แล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะขับรถยนต์คันดังกล่าวปรากฏว่ารถยนต์มีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์เอารถยนต์เข้าทำการตรวจซ่อมหลายครั้งแต่อาการดังกล่าวก็ยังไม่หายซึ่งโจทก์เข้าซ่อมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ขณะรถยนต์แล่นได้ระยะทาง 19,613 กิโลเมตร ปรากฏว่ารถยนต์มีอาการผิดปกติมากกว่าเดิม คือ เกียร์ 1 และเกียร์ 2 เข้าได้ยาก เกียร์ถอยหลังจะหลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังเช่นเดิม โจทก์ได้นำรถยนต์ไปให้จำเลยที่ 1 ทำการตรวจเช็ค แต่พนักงานของจำเลยที่ 2 (ที่ถูกคือพนักงานของจำเลยที่ 1) กลับแจ้งว่าระบบเกียร์และเครื่องปรับอากาศปกติ และไม่ทำการซ่อมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2ทราบ แต่จำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงได้นำรถยนต์เข้าทำการตรวจเช็คที่บริษัทโตโยต้าโฆสิตอ่างทองผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 แต่บริษัทดังกล่าวไม่สามารถตรวจเช็คระบบเกียร์ได้เพราะจะต้องรื้อส่วนประกอบของเกียร์ออก คงทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศที่มีเสียงดังให้เป็นปกติได้เท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประพฤติผิดข้อตกลงและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 438,000 บาท หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์คันพิพาทซึ่งมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์

          จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับประกันรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์จริง หลังจากที่โจทก์ได้รับรถยนต์คันดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 5 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ได้ตรวจสภาพและทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศประจำรถยนต์ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติและยังได้เปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ทั้งระบบให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวด้วย หลังจากนั้นรถยนต์สามารถใช้งานได้ตามปกติ ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว8 เดือน แล้วเป็นระยะทาง 20,000 กิโลเมตร ว่าโจทก์ได้เรียกร้องให้แก้ไขรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่าง และขอเปลี่ยนเกียร์ตามการรับประกันของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงได้ทำการส่งเกียร์ใหม่ทั้งชุดซึ่งมีมูลค่าประมาณ 60,743 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเปลี่ยนให้แก่โจทก์ตามสัญญารับประกันของจำเลยที่ 2 ส่วนเครื่องปรับอากาศนั้นไม่ปรากฏว่ามีการผิดปกติแต่อย่างใด หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงและทำการทดสอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นปกติไม่มีความชำรุดบกพร่องอันเนื่องมาจากสาเหตุเดิมอีก ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองตกลงรับประกันว่าจำเลยทั้งสองจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหาย อันเนื่องจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อนโจทก์อ้างว่าระบบเกียร์ผิดปกติเพราะเข้าเกียร์ยากและบางครั้งเข้าเกียร์แล้วเกียร์จะหลุด กับระบบเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์โจทก์ได้นำรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมระบบเกียร์หลายครั้ง อาการดังกล่าวก็ไม่หาย คงหายเฉพาะเสียงดังของเครื่องปรับอากาศ โจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยทั้งสองรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสองได้รับประกันไว้ โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ คำขอบังคับจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจบังคับให้โจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

          พิพากษายืน

( สุพัฒน์ บุญยุบล - สายันต์ สุรสมภพ - พิชิต คำแฝง )

 มาตรา 472    ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด

ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่

มาตรา 473    ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้คือ
(1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน
(2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบและผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน
(3) ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด

มาตรา 474    ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง

 




ความชำรุดบกพร่อง