Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletชื่อสำนักทนายความ
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletสัญญาเช่าซื้อขายฝาก
bulletคดีแรงงาน
bulletฎีกาคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดโทษจำคุก
bulletคดีเช็คและตั๋วเงิน
bulletการสิ้นสุดแห่งการสมรส
bulletฎีกาปี2550
bulletฎีกาวิอาญา
bulletทรัพย์สินสามีภริยา
bulletคำพิพากษาคำสั่งศาล
bulletทรัพย์สินกรรมสิทธิ์
bulletหนี้ร่วมสามีภริยา
bulletพรบ.อาวุธปืน
dot
Newsletter

dot




เจ้าเพนักงานพิทักษ์ทรัพย์-สิทธิจัดการทรัพย์สินลูกหนี้

เจ้าเพนักงานพิทักษ์ทรัพย์-สิทธิจัดการทรัพย์สินลูกหนี้
เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้แล้วกฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ดังนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเป็นคู่กรณีกับผู้ให้เช่าซึ่งเป็นคู่สัญญากับลูกหนี้ แม้เจ้าหนี้จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกรณีเป็นผู้รับสิทธิตามสัญญาเช่าซึ่งรับไว้เป็นประกันหนี้ก็ตามแต่ไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง


หลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา
หากข้อตกลงนั้นไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว ข้อตกลงนั้นย่อมมีผลบังคับได้ตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา

                                     คำพิพากษาฎีกาที่ 1141/2550

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ กระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ประนีประนอมยอมความ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ สิทธิตามสัญญาเช่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านจึงเป็นคู่กรณีกับผู้ร้องผู้ให้เช่าโดยตรง โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้คนหนึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้คัดค้านในการดำเนินการต่อสู้คดีตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 155 แม้โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเนื่องจากเป็นผู้รับสิทธิตามสัญญาเช่าจากจำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกันหนี้ก็ไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงเนื่องจากมีผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่แทนตามกฎหมาย แต่โจทก์มีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านหากเห็นว่าบกพร่องก็ร้องขอต่อศาลให้สั่งแก้ไขตามมาตรา 146 เมื่อผู้คัดค้านแถลงหมดพยาน ทนายโจทก์แถลงขอสืบพยานโดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำมาสืบแล้วนั้นยังบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ส่วนใดจึงขอสืบพยานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ คดีนี้พิพาทกันเกี่ยวกับเรื่องสิทธิตามสัญญาและผลของกฎหมายเมื่อสัญญาสิ้นสุดโดยการบอกเลิก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารแทบทั้งสิ้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านนำเสนอเอกสารเป็นพยานครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นมีอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐาน เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมาเพียงพอแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์ขอสืบย่อมเป็นพยานที่ฟุ่มเฟือยเกินสมควร จึงไม่อนุญาตให้โจทก์นำเข้าสืบได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง

ผลของการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ที่กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมนั้น เป็นหลักทั่วไปของนิติกรรมสัญญา กฎหมายไม่ได้ห้ามคู่สัญญาที่จะทำนิติกรรมตกลงกันให้ผลของการเลิกสัญญาเป็นประการอื่น หากข้อตกลงนั้นไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว ข้อตกลงนั้นย่อมมีผลบังคับได้ตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา หนังสือสัญญาเช่าที่ดินข้อ 4 ที่ว่า "...เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาข้อ 3 หรือเมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามสัญญานี้ทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้น รวมทั้งส่วนควบและอุปกรณ์ทั้งหมด..." ข้อ 11 ที่ว่า "ถ้าผู้เช่า...ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที" และข้อ 12 ที่ว่า "เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาแห่งการเช่าตามสัญญาข้อ 3 หรือสัญญาเช่านี้สิ้นสุดตามสัญญาข้อ 11... ผู้เช่าจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เช่าตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพที่เรียบร้อยภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง" นั้น เป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงมีผลใช้บังคับกันได้

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 ผู้คัดค้านเข้าจัดการเก็บรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองและได้มีหนังสือลงวันที่ 18 มีนาคม 2540 แจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า เมื่อผู้ร้องบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินระหว่างนายพิสิฏฐ์ กับจำเลยที่ 1 ผู้ร้องต้องชำระราคาสิ่งปลูกสร้างอาคารอาณารักษ์เลขที่ 15, 15/1 ถึง 15/17 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่าจำนวนเงิน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2539 เป็นต้นไป ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ

          ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกลับหรือแก้คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระราคาสิ่งปลูกสร้างอาคารพิพาทดังกล่าวข้างต้น และมีคำสั่งให้สัญญาเช่าที่ดินมีผลใช้บังคับต่อไปและให้ผู้คัดค้านชำระค่าเช่าที่ดินในนามของจำเลยที่ 1 แก่ผู้ร้องตามสัญญา เมื่อครบกำหนดอายุการเช่าตามสัญญาให้ส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่ผู้ร้องในสภาพเรียบร้อยหรือส่งมอบที่ดินและอาคารดังกล่าวคืนแก่ผู้ร้องในสภาพเรียบร้อยโดยผู้ร้องไม่ต้องชดใช้ราคาค่าก่อสร้าง
                           ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
                             โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

          จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่และขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าสัญญาเช่าระหว่างเจ้าของที่ดินกับจำเลยที่ 1 มีผลผูกพันบังคับได้ต่อไป การบอกเลิกสัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นโมฆะ

          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 2573 ตำบลสาธร อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารพิพาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
                                  โจทก์และผู้คัดค้านอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้ผู้ร้องชำระราคาสิ่งปลูกสร้างอาคารจำนวน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้คัดค้านส่งมอบที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 2573 ดังกล่าว พร้อมอาคารพิพาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
                                  โจทก์ ผู้ร้อง และผู้คัดค้าน ฎีกา

          ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2573 ดังกล่าว จากนายพิสิฏฐ์ อัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท เพิ่มค่าเช่า 25% ทุก 3 ปี มีกำหนดเวลาเช่า 22 ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป โดยจดทะเบียนการเช่า ตามสัญญาเช่าและสัญญาต่อท้าย ตามสัญญาต่อท้ายข้อ 2 และข้อ 4 มีข้อตกลงว่า ผู้เช่าจะปลูกสร้างอาคารคอนกรีต 5 ชั้น เพื่อหาผลประโยชน์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการค่าเช่าหรือเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า และสัญญาข้อ 11 ข้อ 12 มีข้อตกลงว่า หากผู้เช่าถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที ผู้เช่าจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดแก่ผู้ให้เช่าภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง เมื่อทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 นำสิทธิตามสัญญาเช่าไปเป็นประกันหนี้โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 สร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 5 ชั้น ขึ้น 18 ห้องอันได้แก่อาคารพิพาท แล้วนำออกให้บุคคลอื่นเช่าหาผลประโยชน์ วันที่ 10 กันยายน 2537 นายพิสิฏฐ์ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด วันที่ 11 พฤศจิกายน 2539 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิสิฏฐ์ผู้ให้เช่ายื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาเช่าต่อผู้คัดค้าน วันที่ 5 มีนาคม 2540 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญา ต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือลงวันที่ 18 มีนาคม 2540 แจ้งผู้ร้องว่า การแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญามีผลผูกพันกองมรดกของนายพิสิฏฐ์ไม่อาจเพิกถอนได้ ผลของการเลิกสัญญาทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม ให้ผู้ร้องชำระค่าก่อสร้าง 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญาเป็นต้นไป และรับมอบทรัพย์ที่เช่าคืน โจทก์เข้ามาในคดีโดยคัดค้านคำร้องของผู้ร้องและแถลงขอสืบพยานหลังจากที่ผู้คัดค้านนำพยานเข้าสืบและแถลงหมดพยานแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานหลักฐานนั้นชอบหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 โจทก์มีหน้าที่ระวังประโยชน์ของเจ้าหนี้ทั้งหลายช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการรวบรวมจำหน่าย ทรัพย์สินของลูกหนี้ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 นั้น เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ กระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ประนีประนอมยอมความ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ สิทธิตามสัญญาเช่า สัญญาต่อท้าย เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของลูกหนี้ ผู้คัดค้านจึงเป็นคู่กรณีกับผู้ร้องโดยตรง โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้คนหนึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้คัดค้านในการดำเนินการต่อสู้คดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155 แม้โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเนื่องจากเป็นผู้รับสิทธิตามสัญญาเช่าจากจำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกันหนี้ แต่ก็ไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงเนื่องจากมีผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่แทนตามกฎหมาย แต่มีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านหากเห็นว่าบกพร่องก็ร้องขอต่อศาลให้สั่งแก้ไขได้ตามมาตรา 146 ของบทกฎหมายดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เมื่อผู้คัดค้านแถลงหมดพยาน ทนายโจทก์แถลงขอสืบพยานโดยไม่ได้ให้เหตุผลให้ปรากฏว่าพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำมาสืบแล้วนั้นยังบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ส่วนใดจึงขอสืบพยานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสัญญาและผลของกฎหมาย เมื่อสัญญาสิ้นสุดโดยการบอกเลิก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารแทบทั้งสิ้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านนำเสนอเอกสารเป็นพยานครบถ้วนแล้ว ประกอบกับศาลชั้นต้นมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีจารณาความแพ่ง มาตรา 86 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐาน เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมาเพียงพอแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์ขอสืบย่อมเป็นพยานหลักฐานที่ฟุ่มเฟือยเกินสมควร จึงไม่อนุญาตให้โจทก์นำเข้าสืบได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานหลักฐานนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่าผู้ร้องต้องชำระเงินค่าก่อสร้างจำนวน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ที่กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมนั้น เป็นหลักทั่วไปของนิติกรรมสัญญา กฎหมายไม่ได้ห้ามคู่สัญาที่จะทำนิติกรรมตกลงกันให้ผลของการเลิกสัญญาเป็นประการอื่น หากข้อตกลงนั้นไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว ข้อตกลงข้อนั้นย่อมมีผลบังคับได้ตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 4 ที่ว่า “...เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาข้อ 3 หรือเมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามสัญญานี้ทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้น รวมทั้งส่วนควบและอุปกรณ์ทั้งหมด...” ข้อ 11 ที่ว่า “ถ้าผู้เช่า... ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที” และข้อ 12 ที่ว่า “เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาแห่งการเช่าตามสัญญาข้อ 3 หรือสัญญาเช่านี้สิ้นสุดตามสัญญาข้อ 11... ผู้เช่าจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เช่าตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพที่เรียบร้อยภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง” นั้น เป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงมีผลใช้บังคับกันได้ การที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิสิฏฐ์ผู้ให้เช่าทำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังผู้คัดค้าน โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1  ทำไว้กับผู้ให้เช่า ผู้ร้องมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าแต่อย่างใด คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระค่าสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอให้ผู้คัดค้านนำอาคารพิพาทออกหาผลประโยชน์หรือดำเนินการใด ๆ ตามอำนาจเพื่อจัดทำให้ได้รับประโยชน์สูงกว่าเดิมต่อไป ถือได้ว่าผู้ร้องไม่ประสงค์จะให้ผู้คัดค้านส่งมอบอาคารพิพาทและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ผู้ร้อง แต่ต้องการให้ผู้คัดค้านดำเนินการหาผลประโยชน์จากอาคารพิพาทตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ให้เช่ามีสิทธิกระทำได้ การกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำให้กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 หรือผู้ให้เช่าได้รับความเสียหาย ทั้งผู้ร้องก็ระบุในเอกสารว่าผู้ร้องไม่เกิดความเสียหายใด ๆ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้ผู้ร้องชำระราคาสิ่งปลูกสร้างอาคารจำนวน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้คัดค้านส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 2573 ดังกล่าว พร้อมอาคารพิพาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องในสภาพเรียบร้อยเสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
( เรวัตร อิศราภรณ์ - นายสมชาย พงษธา - นายประทีป เฉลิมภัทรกุล )
ศาลแพ่ง - นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ - นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
                                             ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
                  มาตรา 86 เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐาน ที่รับฟังไม่ได้ก็ดี หรือเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ แต่ได้ยื่นฝ่าฝืน ต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยาน หลักฐานนั้นไว้
                 เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือประวิง ให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ให้ศาลมีอำนาจงดการสืบพยาน หลักฐานเช่นว่านั้น หรือพยานหลักฐานอื่นต่อไป
                 เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็น ที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียก พยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วยโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ

                                            พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
                 มาตรา 22 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดั่งต่อไปนี้
(1) จัดการจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้ กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป
(2) เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่ง ลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น
(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับ ทรัพย์สินของลูกหนี้

                   มาตรา 146 ถ้าบุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้หรือบุคคลใดได้รับความเสียหาย โดยการกระทำ หรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์บุคคลนั้นอาจยื่น คำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาสิบสี่วัน นับแต่วันที่ได้ทราบ การกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ศาลมีอำนาจสั่งยืน ตาม กลับหรือแก้ไขหรือสั่ง ประการใดที่เห็นสมควร

                     มาตรา 155 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีหน้าที่ระวังประโยชน์ของเจ้าหนี้ ทั้งหลายช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์สินของ ลูกหนี้และรับผิดในบรรดาค่าธรรมเนียม ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายในคดี ล้มละลายนั้น เพื่อประกันการรับผิดนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเรียก ประกันจากเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ตามจำนวนที่เห็นว่าจำเป็น

                                           ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
                   มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดย กฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
                    มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่ สัญญาแต่ละฝ่าย จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็น อยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
                    ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดั่งกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่าน ให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้
                     ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์ นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการ นั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น
                     การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้น หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้อง ค่าเสียหายไม่
 




ฎีกาปี2550

ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเอง
ผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำคุก 8 เดือนได้หรือไม่?
เรียกค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม article
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง article
สิทธิเรียกร้องไล่เบี้ยลูกจ้าง article
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน
ผู้มีส่วนได้เสีย
การคิดดอกเบี้ยผิดนัด
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย
ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
สิทธิหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง
อายุความสิทธิเรียกร้องมูลละเมิด
คำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง
หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา
ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด
ละเมิดอำนาจศาล-ทนายความเรียกค่าวิ่งเต้นคดี
ใบแต่งทนาย-ทนายความขอแรง
อำนาจสอบสวน ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
ความผิดฐานพรากเด็ก(ผู้เยาว์)อายุยังไม่เกิน 15 ปี
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ร้องขัดทรัพย์-ตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
ควบคุมหรือขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
โอนที่ดินให้บุตรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
พรากผู้เยาว์,กระทำชำเราเด็กหญิงไม่เกิน 15 ปี
มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ
นับอายุความละเมิดเรียกค่าเสียหาย
ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม-ผู้เสียหาย
สัญญาขายฝาก-การวางทรัพย์
การเข้ามอบตัวถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว
ภาระจำยอมโดยอายุความ-ใช้ทางในลักษณะปรปักษ์
คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นที่สุด
อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา
แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง
การใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ
ฐานค่าจ้างในการคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
คำร้องสอดเป็นฟ้องซ้อน
พิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้อง
เรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย
หนี้ที่จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งริบ
ผู้ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วเงิน
คำสั่งยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ | อุทธรณ์คำสั่งยกคำร้อง
สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
ฎีกาไม่มีลายมือชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ค่าชดเชยการเลิกจ้างและดอกเบี้ย
สิทธิในการดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วม
ช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด
การกระทำต่อเนื่อง-ความผิดฐานบุกรุก
ขอให้ศาลรวมโทษจำคุก,ความผิดหลายกรรม
ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบหรือไม่?
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย 62 เม็ด โทษ 4 ปี 9 เดือน
ผลของการไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน
การประเมินภาษีเงินได้-อำนาจออกหมายเรียก
สิทธิแจ้งความร้องทุกข์ของผู้เสียหาย
กฎหมายยกเลิกความผิด-การใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำลย
สิทธิของผู้รับจำนอง-เจ้าหนี้บุริมสิทธิ
ไม่แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบ
ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน-ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
การฟอกเงิน-ยกประโยชน์แห่งความสงสัย
บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
ตรวจค้น-จับกุมมิชอบด้วยกฎหมาย | ทนายความ084 130 2058
นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพ | ทนายความ084 130 2058
ลูกหนี้ร่วม-เจ้าหนี้ฟ้องให้ล้มละลายได้ | ปรึกษากฎหมาย 084 130 2058 คำพิพากษาฎีกาที่ 1349/2550
ศาลไม่อาจลงโทษเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง,เมทแอมเฟตามีน ปรึกษาทนาย0859604258



Copyright © 2011 All Rights Reserved.

สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ตั้งอยู่เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 ติดต่อทนายความ 085 960 4258 , 084 130 2058 สำนักงาน โทร. 02 -984 4258 แฟกซ์ 02 984 4204 สำหรับแผนที่การเดินทาง กรุณาคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด